รีวิวหนัง GEMINI MAN – ไซไฟพลอตเชย ๆ กับฉากแอ็กชันที่เวิร์กกว่าตัวบท

รีวิวหนัง GEMINI MAN – ไซไฟพลอตเชย ๆ กับฉากแอ็กชันที่เวิร์กกว่าตัวบท ความฝันในการใช้ชีวิตสงบหลังเกษียณของมือสไนเปอร์อย่าง เฮนรี โบรแกน (วิล สมิธ) กลับจบลงด้วยการถูกตามฆ่าจาก เคลย์ เวอริส (ไคล์ฟ โอเวน) เพื่อนเก่าที่กลายเป็นเจ้าของโพรเจกต์เจมิไน โครงการโคลนนิงมือสังหารระดับพระกาฬที่ส่งศัตรูตัวฉกาจอย่าง จูเนียร์ (วิล สมิธ) นักฆ่าฝาแฝดวัยหนุ่มที่สร้างจากดีเอ็นเอของเฮนรี เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่รู้จักตัวเองดีทุกกระเบียดนิ้ว เฮนรีจำต้องเอาชีวิตรอดพร้อมกับช่วยชีวิตของ แดนนี (แมรี อลิซาเบธ วินสเตด) สายลับสาวที่ติดร่างแหโดนตามล่าพร้อมกับเขาให้จงได้

สิ่งแรกที่เราต้องพูดถึงคือการเดินทางของโพรเจกต์ GEMINI MAN ตั้งแต่ปี 1997 มาสู่ 2019 จากโพรเจกต์ในเครือดิสนีย์ที่เกือบได้ดาราดัง ๆ มารับบทนำ จนกระทั่งโพรเจกต์หลุดมาสู่ สกายแดนซ์ ในปี 2016 ได้ส่งผลให้ระยะเวลา 20 กว่าปีดังกล่าวมีหนังไซไฟพลอตคล้าย ๆ กันออกฉายทั้งหนังแอ็กชันเกรดบีอย่าง Replicant ที่เอา ฌอง คลอดด์ แวน แดมม์ 2 คนมาซัดกัน ไปจนถึงหนัง ซูเปอร์ฮีโรอย่าง Logan ที่มีวูล์ฟเวอรีนวัยหนุ่มกับวัยแก่มาซัดกัน หรือหากคิดว่าพลอตเหมือนเคยเห็นที่ไหนก็ Looper ไงที่เอา บรูซ วิลลิส กับ โจเซฟ กอร์ดอน ลิวอิต มาฆ่ากัน เฮ้อ…แล้วทีนี้ GEMINI MAN มันยังเหลืออะไรให้เราเอ็นจอยอะไรได้บ้างเนี่ย? ก็บอกเลยว่า การแสดงของวิล สมิธ และ ฉากแอ็กชันนี่แหละที่ถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญของหนังจนทำให้เราทะลุผ่านความคลิเช่ของพลอตและอาการเอ๊ะต่าง ๆ ได้ตลอดเวลาร่วม 2 ชั่วโมง

เมื่อเรามองทะลุความเชยนานับประการของหนัง ชื่อหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่าเป็นดาราที่ฆ่าไม่ตายจริง ๆ คือ วิล สมิธ อ่ะ..หรือว่าจะเถียง เพราะต่อให้คุณดูหนังเขาไม่ครบทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยหนังแต่ละเรื่องไม่ว่าดีหรือแย่ก็ต้องเคยได้ยินชื่อ และเราต้องยอมรับว่า วิล สมิธ เป็นอีกหนึ่งชื่อสามัญสำหรับคอหนังบู๊จริง ๆ ไล่มาตั้งแต่ Bad Boys , ID4. I-Robot หรือจะเป็น I AM LEGEND อยู่ได้แทบทุกยุคสมัย เป็นชื่อแรก ๆ เวลานึกถึงดารานักบู๊ผิวสี และยิ่งมาอยู่ใน GEMINI MAN ต่อให้บทจะออกมาง่อยแค่ไหนแต่การได้เห็น วิล สมิธ กลับมาจับปืนบู๊ระห่ำ แถมยังบู๊กับตัวเองอีกแหนะ! แค่นี้คอหนังแอ็กชันก็น่าจะสะใจที่สุดแล้ว แต่ที่องค์ประกอบสำคัญที่สุดที่ส่งให้วิลโดดเด่นก็น่าจะเป็นฉากแอ็กชันที่ดีไซน์มาเป็นอย่างดีนี่แหละ

สำหรับฉากแอ็คชันในหนังก็ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง เพื่อให้เห็นความเก่งของ เฮนรี โบรแกน ที่ส่องเป้าหมายบนรถไฟกำลังวิ่งอยู่ได้อย่างแม่นยำ แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์สุด ๆ คือฉากปะทะกับจูเนียร์ครั้งแรกที่โคลัมเบียที่การเห็นวิล สมิธ วัยหนุ่มก็ทำให้ภาพตอนดู Bad Boys กลับมาอีกครั้งเพราะอัดมาทั้งปืนสไนเปอร์ ชักปืนพก หรือระเบิดมือที่ตีกันอย่างกับลูกเทนนิส ยังไม่พอ..! มีขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับไล่ล่าแบบรวมความตื่นเต้นของฉากคล้าย ๆ กันจากคนเหล็ก 2029 ภาค 2 มายำกับ Mission Impossible 2 แบบอาร์โนลด์กับทอม ครูซ ยังต้องอาย ซึ่งต้องยอมรับว่าพอดูผ่านการฉายแบบ 3D+แล้วทำให้เราร่วมเหตุการณ์ตื่นเต้นกับมันได้แบบสุด ๆ จริง ๆ ส่วนฉากบู๊ในสุสานใต้ดินก็ถือว่าระบบนี้ให้รายละเอียดภาพได้ดี แม้เราจะเห็นนางเอกถือปืนติดไฟฉายคอยส่องไฟให้คนดูเห็นก็ตาม ฮ่าาาาา.

แต่อย่างที่บอกว่าข้อดีของมันคือ วิล สมิธ กับ ฉากแอ็กชัน ส่วนบทก็คือความพังพินาศด้านตรรกะอย่างรุนแรง ทั้งโพรเจกต์เจมิไนที่คนดูคิดภาพไปไกลแล้วว่ามันจะต้องมีกองทัพมนุษย์โคลนนิ่งมาตะลุมบอน เฮนรี โบรแกน ในฉากไคลแมกซ์ แต่เอาเข้าจริงหากบอกโดยไม่สปอยล์ตรง ๆ ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เพราะหนังพยายามจะแถเข้าเรื่องคุณค่าของมนุษย์ มนุษยธรรม การต่อต้านสงครามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ส่วนตัวละครผู้ร้ายในเรื่องอย่างตัวละครของไคลฟ์ โอเวนเองก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรนอกจากสั่งการให้วิล สมิธ วัยหนุ่มไปฆ่าวิล สมิธ วัยแก่ ส่วนผู้ร่วมสมคบคิดที่ไปเอา ลินดา อีมอนด์ นักแสดงหนังอินดีมาเล่นก็ให้บทเธอน้อยเหลือเกินทั้งที่อุตส่าห์ปูว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลมีอำนาจมหาศาล แต่หนังก็ให้ออกแค่ 2 ฉากอยู่ดี ฮ่าาาาา. เอาเป็นว่าถ้าจะดูหนังเรื่องนี้ต้องทิ้งเหตุผลไว้บ้าน มามันส์กับหนังอย่างเดียวครับ.